Sunday, 12 April 2009

สามอาทิตย์แรกของปิดเทอม

Spring Awakening at Novello Theatre

เริ่มต้นที่สามวันแรก ที่ยังเหมือนไม่ปิดเทอม Intensive English Course 3 วันติดตั้งแต่ 9 โมงไปถึง 5 โมงครึ่ง หนักกว่าเรียนปกติซะอีก ถือเป็นของดีที่ฟรี แต่ผ่านไปสองวันก็ลืมหมดแล้วว่าเรียนไรบ้าง ช่างเป็นการเรียนที่เร่งรัด และก็ ลืม อย่างเร่งรัดจริงๆ หลังจากเรียนคอร์สภาษาอังกฤษฟรีจบไป ก็มีนัดกับปอม ว่าจะต้องไปดู Musical กันซะทีล่ะ ปิดเทอมนี้ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่เลือก Spring Awakening (จากการชี้นำ โฆษณาและชักชวนของปอม) 555 แต่ก่อนจะสัมผัสของดี ก็ต้องมีการรอคอย เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปกันวันพฤหัส หาข้อมูล ราคาบัตร อะไรกันอย่างดี ไปถึงปรากฏว่าวันนั้นเป็นรอบสื่อมวลชน ที่นั่งที่เหลือก็เลยไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ออกมากันแบบเซ็งๆ นิดนึง แต่ก็โอเค รอก็ได้ วันนั้นเลยไปลงเอยกันที่ London's Transport Museum เพราะว่าอยู่ใกล้โรงละครมาก ค่าเข้าคนละ £6 ถือว่าคุ้มมากๆ มีประวัติเรื่องการขนส่งมวลชนของลอนดอน ตั้งแต่โบราณทั้งทางน้ำ ทางบก การขุดอุโมงค์ รถเมล์ รถไฟใต้ดิน งานออกแบบโปสเตอร์และงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับ London Transport และยังมีเรื่องแบบชุดตัวอักษร Johnston ที่เป็นส่วนหนึ่งในอัตลักษณ์ของ Transportation of London ด้วย และที่ติดใจกันที่สุดคือ เกมจำลองการขับรถไฟใต้ดิน ไปแย่งเด็กเล่นกันอยู่นาน คิดว่านานมาก นานจนรู้ตัวอีกที พนักงานเดินมาบอกว่า จะพิพิธภัณฑ์จะปิดแล้ว ..​อ้าว แล้วกัน! ยังเดินไม่หมดเลย โซ
นที่เกี่ยวกะสมัยสงคราม กะ สมัยปัจจุบัน ยังไม่ทันได้เดิน มัวแต่ขับรถไฟกันอยู่ แต่ขอย้ำว่าสนุกจริงๆ แถมยังเมื่อยแขนมากด้วย

London's Transport Museum / (>>)

ออกมาจาก museum กันก็มาเจอกับพี่คนนี้อีกแล้ว เราตั้งชื่อเค้ากันว่า พี่โบโน่ เพราะว่าพี่โบโน่จะมาเล่นที่หน้า Royal Opera House ตรง Covent Garden ประจำ เจอมาหลายทีแล้ว แล้วเค้าก็สามารถสะกดให้คนหยุดเดินมายืนฟังกันได้นานเลยทีเดียว เพลงที่เลือกเล่นก็มักจะ cover เพลงของ U2, Tracy Chapman ฯลฯ ที่ใกล้เคียง แล้วเนื้อเสียงพี่เค้า โบโน่มากๆ สมชื่อ(ที่เราตั้งให้) .. ชอบจริงๆ


ย้อนกลับมาที่เรื่อง Musical .. ในที่สุด วันรุ่งขึ้นเรากลับมาตามล่าหาบัตรกันใหม่ตั้งแต่ 11 โมง ก็ได้บัตร Spring Awakening มาสมใจ ซื้อบัตรเสร็จพวกเราก็ไปเดิน Somerset House ใกล้ๆ ต่อด้วย British Museum กันนิดหน่อยแล้วก็รีบเดินกลับมา หาอะไรกิน ก่อนการแสดงจะเริ่มตอนทุ่มครึ่ง การแสดง 2 ชั่วโมง 20 นาที รวมเวลาพัก ที่นั่งที่ได้ก็หน้ามาก ประมาณแถว 5 จากเวที ด้วยราคานักศึกษา £25 เกิดมายังไม่เคยดูการแสดงอะไรหน้าขนาดนี้มาก่อน

อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรื่องนี้ เป็น musical เรื่องแรกที่ดูที่นี่.. ข้อ 1 เริ่มจากการบิวท์ของปอม โดยการกระหน่ำส่งสื่อทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งเพลง ทั้งภาพ และเสียง เวบ wikipedia มาเหนี่ยวนำ ขอบอกว่าแค่ข้อ 1 ก็ได้ใจไปแล้ว เพราะ Duncan Sheik เป็นคนทำเพลงด้วย แถมนักแสดงก็ยังดูเด็กๆ กันอยู่เลย แต่จากตัวอย่างก็มากด้วยความสามารถสุดๆ ดนตรีของเรื่องนี้ เป็นแนว Alternative Rock แบบ Duncan Sheik นี่ล่ะ แต่ถูกขับร้องด้วยเสียงของนักแสดง และบางช่วงบางตอนเสียงร้องประสานก็ไปกันได้ดีเหลือเกินกับดนตรี ฟังแล้วลอยตั้งแต่ยังไม่ทันไปดู... ข้อ 2 จากข้อมูลของปอม และ ในเวบ เล่าว่าเนื้อหาของเรื่องนี้ถือเป็น
A Children's Tragedy ของเยอรมันในช่วง 1890-1891. และยังบอกอีกว่า "The play criticises the sexually-oppressive culture of fin de siècle (end of the century) Germany and offers a vivid dramatisation of the erotic fantasies that it breeds." ละครของ Frank Wedekind เรื่องนี้ถึงได้ถูกแบนน์ไป 100 ปี กว่าจะได้มาเล่นจริงด้วยความแรงของเนื้อหา

ถูกแบนน์ไป 100 ปี .. อื้มม มันยิ่งทำให้น่าดูขึ้นไปอีกสิเนี่ย
แต่แล้ว...
เมื่อได้ไปดูกันก็พบว่ามีปัจจัยข้อ 3 อีก คือมีฉากหลายๆ ฉากที่เห็นแล้วตกใจแบบที่อยากจะสะกิดแขนกันแต่สะกิดไม่ออก ฉากอัศจรรย์ ที่บรรยายไม่ได้
เรากลัับกันออกมาวันนั้นแบบอิ่มเอม พร้อมกับ CD ของ Original Broadway Cast เพื่อสร้างปัจจัยข้อที่ 4 ให้กับตัวเอง ฟังซ้ำกันไปอีกอาทิตย์กว่าๆ (จนตอนนี้ก็ยังฟังอยู่) ถึงขั้นหมกมุ่นมากถึงมากที่สุด นำไปสู่ปัจจัยที่ 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆ และนำไปสู่ความต้องการที่จะดูอีกรอบจนได้ 555

...
ตัดฉากมา หลังจากนั้นอีกสองวัน ก็บังเอิญว่าลุงกับป้ามาลอนดอนแล้วอยากดู Billy Elliot Musical ไอเราก็เลยโชคดีได้ดูไปด้วยเลยซะงั้น Billy Elliot เป็นอีกเรื่องที่หาบัตรยากมาก เพราะเหมือนนัักท่องเที่ยวที่มา ใครๆ ก็รู้จักเรื่องนี้อยู่แล้ว ถ้าวันเสาร์อาทิตย์นี่แทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย เต็มหมด เปรียบกับ Spring Awakening ที่ยังพอหาบัตรได้อยู่ สองเรื่องนี้ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างมาก ทั้งขนาดเวที กลุ่มคนที่มาดูก็ด้วย รวมไปถึง ลักษณะดนตรี ของ Billy Elliot ที่จะเน้นไปที่การเต้น ซึ่งตรงนี้ก็ให้อารมณ์ที่ต่างกับตอนที่เป็นหนังอยู่พอสมควร ทั้งๆ ที่เรายังอารมณ์ค้างอยู่กับ Spring Awakening แต่ก็อดร้องไห้ไม่ได้กับหลายๆ ฉากของ Billy เด็กที่เล่นเป็น Billy และก็เพื่อนของ Billy ก็เต้นเก่งมาก เท้าไฟ เรียกว่าเป็น Musical ที่เป็น Musical จริงๆ เพราะอลังการ ทั้งเต้น ทั้งร้อง ทั้งท่า ซึ่งตรงนี้เองที่ต่างกับ Spring Awakening เพราะความรู้สึกที่ได้จาก Spring เหมือนได้ไปดูคอนเสิร์ตด้วย เพราะความที่เพลงแยกออกมาทำหน้าที่ของมันได้ต่างหากด้วย ตามที่ Duncan Sheik กับ Steven Sater ตั้งใจไว้

ถือได้ว่าประทับใจมากทั้งสองเรื่อง แต่สรุปโดยย่อว่า Billy Elliot ดีมากจริงๆ สมคำร่ำลือ และก็ถือเป็นเรื่องที่น่าจะต้องไปดูถ้ามีโอกาส แต่ออกมาจากดู Billy เสร็จ สิ่งที่ทำก็คือ เช็ดน้ำตานิดหน่อย แล้วก็ฟังเพลงของ Spring Awakening ต่อทันทีนั่นเอง

Rentอาทิตย์ที่สองตอนต้น จึงปักหลักอยู่กับการฟังเพลงของ Springฯ ฟังแล้ว ฟังอีก และเมาท์กับปอมจนกระทั่งเป็นปัจจัยเสริม ที่นำไปสู่ Rent, Musical และภาพยนตร์ อีกเรื่อง ที่ปอมบอกว่า คนมักจะเทียบ Springฯ กับ Rent เสมอ และเราก็ไปหา Rent มาดูสำเร็จจนได้ ทั้ง musical และ film เรื่องนี้ก็น้ำตาไหลพรากไปหลายตอน .. อาทิตย์ที่สองตอนปลาย ยาวไปถึงอาทิตย์ที่สาม ก็เลยจมดิ่งอยู่กับเพลงของ Spring และ Rent, มี Self-Study เนื้อหาจาก Wikipedia เพลง La Vie Boheme ของ Rent เพราะถือเป็นเพลงที่ควรค่าแก่การศึกษามาก ถึงขนาดมีคนทำ references ของศัพท์หลายๆ คำในเพลงกันเลย ดูเสร็จก็เข้าใจว่าทำไม เค้าถึงมักหยิบสองเรื่องนี้มาเทียบกันนัก

จบอาทิตย์ที่สองด้วยการไปวัดพุทธประทีป ที่ Wimbledon กันกับพี่นัทและปอม วันที่ 5 เมษายน
และกลางอาทิตย์ที่ 3 ด้วยปัจจัยทั้งปวงที่เล่าไปแล้ว ทำให้เราตัดสินใจไปดู Spring กันอีกรอบ ในรอบกลางวันที่บัตรถูกกว่ารอบอื่น
คราวนี้นั่งกลางและก็ติดเวทีเลย โดนทั้งน้ำลายนักแสดง ควันจากน้ำแข็งแห้ง และก็โดนนักแสดงจ้องตาด้วย แต่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้วก็เต็มอิ่มมาก แถมยังสะกิดกันได้หลายตอน ด้วยความที่ฟังเพลงกันไปหลายรอบแทบจะจำจังหวะบทพูดได้
คิดว่าจะต้องอดอาหารแพงๆ เพื่อชดเชย SA กันก็คราวนี้

แต่แล้วเราก็จบอาทิตย์ที่สามนี้ด้วยอาหารอีสาน ร้านร้อยเอ็ด (101) ที่ Hammersmith กัน ของที่สั่งมี ส้มตำ ลาบเป็ดอุดร ปลากะพงนึ่งมะนาว หมูย่างจิ้มแจ่ว ซุปหน่อไม้ กะข้าวเหนียวหนึ่งกะติ๊บ ตามด้วยน้ำแข็งใสตอนจบ กินกันให้หายอยากไปเลย แต่เหมือนยิ่งกินยิ่งอยาก ขอบอกว่าอร่อยกว่าบางร้านในเมืองไทยซะอีก มากินแล้วไม่ได้รู้สึกเหมือนมาถึงเมืองไทย แต่รู้สึกว่ามาถึงอีสานกันเลยทีเดียว

โอเค.. เอาเป็นว่าเราจะต้องประหยัดกันเพื่อ 101 ในคราวถัดไป ถัดไป และถัดไปอีก 555

สามอาทิตย์ของปิดเทอมผ่านไปเร็วมาก
ได้เพิ่มความคุ้นเคยในโซน Aldwych, Covent Garden, China Town
ได้นั่งรถเมล์สายใหม่ๆ ตั้งแต่ต้นสายไปถึงปลายสาย
ได้นั่งรถไฟ National Rail
ได้เจอ Tesco Metro แหล่งใหม่ตรง Covent Garden
ได้ทำหลายอย่าง แต่.. ยังไม่ได้ทำงานเลยยยยยยยย
เอาแล้วไง เหลืออีกอาทิตย์จะเปิดเทอมแล้ว
><~

Tuesday, 10 March 2009

น อ น / S L E E P • 15mins presentation

เมื่อวานเป็นวันจันทร์รองสุดท้ายของเทอมนี้ ก็เลยมีพรีเซนต์ 15 นาที เกี่ยวกับหัวข้องานของนักเรียนแต่ละคน สิ่งที่ต่างจากการนั่งสัมมนารอบโต๊ะทุกๆ วันจันทร์อื่นๆ ก็คือ การยืนพูดหน้าห้อง กับ ปริมาณคนที่มาฟังพรีเซนต์ครึ่งชั้นปีที่เป็นนักเรียนกราฟิค ราวยี่สิบกว่าคน (จากทั้งหมดในชั้นปี 60 คน 1/2 เป็น นักเรียนกราฟิค และที่เหลือเป็น illustration / digital media และ photography เฉลี่ยๆ อย่างละ 10 คนโดยประมาณ) และอาจารย์ในห้องอีกสองคน ช่วยแนะ ตั้งคำถาม อะไรต่างๆ เนื้อหาที่จะต้องนำเสนอ ก็คือ หัวข้อที่แต่ละคนเลือก ความเป็นมา ที่มาที่ไป ได้วิเคราะห์ ทดลองอะไรไปถึงขั้นไหนแล้ว ให้เล่าให้เพื่อนฟัง เพราะคนที่อยู่กลุ่มย่อยคนละกลุ่มกับเรา ก็จะยังไม่รู้ว่าเราทำเรื่องอะไร

สิ่งที่น่าสนใจ นอกจากตัวงานของเพื่อนๆ คือปฏิกิริยาของอาจารย์และนักเรียนในห้อง เวลาที่ดูคนคนนึงกำลังนำเสนอผลงาน มีทั้งที่หัวเราะขำงานเพื่อน มองแบบชื่นชม ตกใจความบ้าพลัง มองตาไม่กระพริบ ไปจนถึงขมวดคิ้ว เงียบกริบ ก็มี แต่ที่น่าจับตา(แอบ)ดูคือ สีหน้าของอาจารย์นี่แหล่ะ เมื่อวานอาจารย์ในห้องมี แอนดรูว์ กับ มาเรีย สองคน ครูแอนดรูว์ ฮาสลัม เนี่ยเขียนหนังสือไทป์แอนด์ไทโปกราฟี ส่วนครูมาเรีย มีสตูดิโอชื่อ เอ็มดับลิวเอ็ม ครีเอทีฟ (ขออนุญาตทับศัพท์ไทย มี link อยู่ด้านข้าง) คุณครูสองคนเนี่ย มักจะสบตาย้ิมพยักหน้ากัน ถ้าเห็นงานเด็กคนไหนดูจะเข้าท่า มีพัฒนาการ ใช้ได้ในระดับนึง หรืองานใครชักจะมีปัญหาๆ ดูไม่เก๊ต ดูไม่คืบ งงกับตัวเอง น่าเป็นห่วง เค้าก็จะเริ่มขมวดคิ้วละ เตรียมตั้งคำถามละ


. . .

หัวข้อที่ได้เลือกทำคือเรื่องเกี่ยวกับการนอน ในแง่ information design และ documentary เพราะคิดว่าน่าสนใจในหลายแง่มุม เกีี่ยวข้องกับเวลาที่ถูกใช้ และเวลาที่ดำเนินไป น่าสนใจทั้งในแนววิทยาศาสตร์ ที่ยังเป็นสิ่งที่กำลังถูกวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่อง และบทบาทที่เกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนไปของความสัมพันธ์ทางอำนาจ ของผู้ที่นอน ซึ่งส่วนนี้เอาไปโยงกับงานเขียน dissertation ได้ด้วย
(อาจจะไม่เกี่ยวกันนัก แต่อย่างน้อย ก็เป็นเรื่องนอนเหมือนกันก็ยังดี)

ใน Presentation ช่วงแรกก็เล่าถึงที่มา หัวข้อต่างๆ ที่สนใจที่เกี่ยวกะเรื่องการนอน ตั้งแต่ นาฬิกาชีวภาพ Circadian Rhythm, Stages ต่างๆ ของการนอนหลับ เวลาโดยเฉลี่ยที่คนและสัตว์นอน เวลาการนอนของคนที่เปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น กลไกทางสมอง และการบันทึกข้อมูล

ตัวงานที่นำเสนอ โดยย่อๆ เริ่มจากความพยายามในการแสดงชั่วโมงการนอนของแต่คนละวัย ด้วยเตียงที่มีคนนอน และเตียงที่ว่าง และพัฒนาไปเป็นการทำ documentary ของการนอนหลับจริงๆ ภายใน 24 ชั่วโมง โดยการตั้งกล้องถ่าย Time-Lapse photograph ทุกๆ 12 นาที รวมไปถึงการออกแบบข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเกี่ยวกับ Sleep drive ของคน ที่สัมพันธ์กับ Alerting Signal ในร่างกาย ก่อให้เกิดความตื่นตัวและความง่วงในแต่ละวันของคนเรา

ทั้งสองส่วนยังต้องเอาไปพัฒนาต่ออีกมาก
อาจารย์และเพื่อนๆ แนะให้ไปหาคนหลากหลายมาถ่ายเพิ่มอีก
รวมทั้งรีเสิร์ชข้อมูลเพิ่มอีก เพื่อหาประเด็นอื่นที่น่าจะนำมากล่าวถึงได้อีก



แต่นอกนั้นก็ถือว่าน่าพอใจมาก เพราะอาจารย์กับเพื่อนๆ ดูจะชอบวิธีพรีเซนต์
ข้อมูลในรูปแบบสมุดสเกตช์กับการใช้ลายมือตัวเองเขียนเป็นพิเศษ

ตอนเลิกเรียนนั่งคุยกับพ่ีนัท ถามถึงสีหน้าอาจารย์สองคนว่าเป็นยังไง
เพราะตอนตัวเองพูด ก็ทั้งตื่นเต้น รีบคิด ก้มหน้าก้มตา พูด จนไม่ทันได้สังเกต

พี่นัทตอบว่า เค้าก็สบตากัน พยักหน้านิดๆ และก็ยิ้มๆ นะ..
อ่ะแน๊ . . .
ค่อยยังชั่ว..ผ่านไปอีกสัปดาห์

ว่าแต่ . . . จันทร์หน้าจะส่งอะไรดีนะ

Saturday, 7 March 2009

This is my first post!

(ขอขึ้นด้วยภาษาไทยก่อน)
ในที่สุด... ในที่สุด..​ก็มีบล๊อกแล้ว (ถ้าอาจารย์ไม่บังคับให้มี จะได้มีกะเค้ามั้ยนะ)...
ลองดูกันต่อไปว่าจะเขียนไปถึงเมื่อไหร่ สำหรับคนเขียนไม่เก่งอย่างเราเนี่ย 555

The most difficult part of setting up a blog, for me, is to name the blog address.
Finally, I decided to use my real name. Imagine in the next 2 or 5 years later, I will still use it without getting bored of this name, unlike some sort of the names which seem to be nice today but outdated tomorrow since I'm not good at naming at all.

In my first post, I'd like to recommend this simple website of Pailin Thawornwijit designed by me and was edited yesterday for her latest work.


(below) 'The Girl Dreamt About Circus' by Pailin Thawornwijit