เริ่มต้นที่สามวันแรก ที่ยังเหมือนไม่ปิดเทอม Intensive English Course 3 วันติดตั้งแต่ 9 โมงไปถึง 5 โมงครึ่ง หนักกว่าเรียนปกติซะอีก ถือเป็นของดีที่ฟรี แต่ผ่านไปสองวันก็ลืมหมดแล้วว่าเรียนไรบ้าง ช่างเป็นการเรียนที่เร่งรัด และก็ ลืม อย่างเร่งรัดจริงๆ หลังจากเรียนคอร์สภาษาอังกฤษฟรีจบไป ก็มีนัดกับปอม ว่าจะต้องไปดู Musical กันซะทีล่ะ ปิดเทอมนี้ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่เลือก Spring Awakening (จากการชี้นำ โฆษณาและชักชวนของปอม) 555 แต่ก่อนจะสัมผัสของดี ก็ต้องมีการรอคอย เพราะตอนแรกตั้งใจจะไปกันวันพฤหัส หาข้อมูล ราคาบัตร อะไรกันอย่างดี ไปถึงปรากฏว่าวันนั้นเป็นรอบสื่อมวลชน ที่นั่งที่เหลือก็เลยไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ออกมากันแบบเซ็งๆ นิดนึง แต่ก็โอเค รอก็ได้ วันนั้นเลยไปลงเอยกันที่ London's Transport Museum เพราะว่าอยู่ใกล้โรงละครมาก ค่าเข้าคนละ £6 ถือว่าคุ้มมากๆ มีประวัติเรื่องการขนส่งมวลชนของลอนดอน ตั้งแต่โบราณทั้งทางน้ำ ทางบก การขุดอุโมงค์ รถเมล์ รถไฟใต้ดิน งานออกแบบโปสเตอร์และงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับ London Transport และยังมีเรื่องแบบชุดตัวอักษร Johnston ที่เป็นส่วนหนึ่งในอัตลักษณ์ของ Transportation of London ด้วย และที่ติดใจกันที่สุดคือ เกมจำลองการขับรถไฟใต้ดิน ไปแย่งเด็กเล่นกันอยู่นาน คิดว่านานมาก นานจนรู้ตัวอีกที พนักงานเดินมาบอกว่า จะพิพิธภัณฑ์จะปิดแล้ว ..อ้าว แล้วกัน! ยังเดินไม่หมดเลย โซนที่เกี่ยวกะสมัยสงคราม กะ สมัยปัจจุบัน ยังไม่ทันได้เดิน มัวแต่ขับรถไฟกันอยู่ แต่ขอย้ำว่าสนุกจริงๆ แถมยังเมื่อยแขนมากด้วย
London's Transport Museum / (>>)ออกมาจาก museum กันก็มาเจอกับพี่คนนี้อีกแล้ว เราตั้งชื่อเค้ากันว่า พี่โบโน่ เพราะว่าพี่โบโน่จะมาเล่นที่หน้า Royal Opera House ตรง Covent Garden ประจำ เจอมาหลายทีแล้ว แล้วเค้าก็สามารถสะกดให้คนหยุดเดินมายืนฟังกันได้นานเลยทีเดียว เพลงที่เลือกเล่นก็มักจะ cover เพลงของ U2, Tracy Chapman ฯลฯ ที่ใกล้เคียง แล้วเนื้อเสียงพี่เค้า โบโน่มากๆ สมชื่อ(ที่เราตั้งให้) .. ชอบจริงๆ


อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรื่องนี้ เป็น musical เรื่องแรกที่ดูที่นี่.. ข้อ 1 เริ่มจากการบิวท์ของปอม โดยการกระหน่ำส่งสื่อทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งเพลง ทั้งภาพ และเสียง เวบ wikipedia มาเหนี่ยวนำ ขอบอกว่าแค่ข้อ 1 ก็ได้ใจไปแล้ว เพราะ Duncan Sheik เป็นคนทำเพลงด้วย แถมนักแสดงก็ยังดูเด็กๆ กันอยู่เลย แต่จากตัวอย่างก็มากด้วยความสามารถสุดๆ ดนตรีของเรื่องนี้ เป็นแนว Alternative Rock แบบ Duncan Sheik นี่ล่ะ แต่ถูกขับร้องด้วยเสียงของนักแสดง และบางช่วงบางตอนเสียงร้องประสานก็ไปกันได้ดีเหลือเกินกับดนตรี ฟังแล้วลอยตั้งแต่ยังไม่ทันไปดู... ข้อ 2 จากข้อมูลของปอม และ ในเวบ เล่าว่าเนื้อหาของเรื่องนี้ถือเป็น A Children's Tragedy ของเยอรมันในช่วง 1890-1891. และยังบอกอีกว่า "The play criticises the sexually-oppressive culture of fin de siècle (end of the century) Germany and offers a vivid dramatisation of the erotic fantasies that it breeds." ละครของ Frank Wedekind เรื่องนี้ถึงได้ถูกแบนน์ไป 100 ปี กว่าจะได้มาเล่นจริงด้วยความแรงของเนื้อหา
ถูกแบนน์ไป 100 ปี .. อื้มม มันยิ่งทำให้น่าดูขึ้นไปอีกสิเนี่ย
แต่แล้ว...
เมื่อได้ไปดูกันก็พบว่ามีปัจจัยข้อ 3 อีก คือมีฉากหลายๆ ฉากที่เห็นแล้วตกใจแบบที่อยากจะสะกิดแขนกันแต่สะกิดไม่ออก ฉากอัศจรรย์ ที่บรรยายไม่ได้
เรากลัับกันออกมาวันนั้นแบบอิ่มเอม พร้อมกับ CD ของ Original Broadway Cast เพื่อสร้างปัจจัยข้อที่ 4 ให้กับตัวเอง ฟังซ้ำกันไปอีกอาทิตย์กว่าๆ (จนตอนนี้ก็ยังฟังอยู่) ถึงขั้นหมกมุ่นมากถึงมากที่สุด นำไปสู่ปัจจัยที่ 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆ และนำไปสู่ความต้องการที่จะดูอีกรอบจนได้ 555
...
ตัดฉากมา หลังจากนั้นอีกสองวัน ก็บังเอิญว่าลุงกับป้ามาลอนดอนแล้วอยากดู Billy Elliot Musical ไอเราก็เลยโชคดีได้ดูไปด้วยเลยซะงั้น Billy Elliot เป็นอีกเรื่องที่หาบัตรยากมาก เพราะเหมือนนัักท่องเที่ยวที่มา ใครๆ ก็รู้จักเรื่องนี้อยู่แล้ว ถ้าวันเสาร์อาทิตย์นี่แทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย เต็มหมด เปรียบกับ Spring Awakening ที่ยังพอหาบัตรได้อยู่ สองเรื่องนี้ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างมาก ทั้งขนาดเวที กลุ่มคนที่มาดูก็ด้วย รวมไปถึง ลักษณะดนตรี ของ Billy Elliot ที่จะเน้นไปที่การเต้น ซึ่งตรงนี้ก็ให้อารมณ์ที่ต่างกับตอนที่เป็นหนังอยู่พอสมควร ทั้งๆ ที่เรายังอารมณ์ค้างอยู่กับ Spring Awakening แต่ก็อดร้องไห้ไม่ได้กับหลายๆ ฉากของ Billy เด็กที่เล่นเป็น Billy และก็เพื่อนของ Billy ก็เต้นเก่งมาก เท้าไฟ เรียกว่าเป็น Musical ที่เป็น Musical จริงๆ เพราะอลังการ ทั้งเต้น ทั้งร้อง ทั้งท่า ซึ่งตรงนี้เองที่ต่างกับ Spring Awakening เพราะความรู้สึกที่ได้จาก Spring เหมือนได้ไปดูคอนเสิร์ตด้วย เพราะความที่เพลงแยกออกมาทำหน้าที่ของมันได้ต่างหากด้วย ตามที่ Duncan Sheik กับ Steven Sater ตั้งใจไว้
ถือได้ว่าประทับใจมากทั้งสองเรื่อง แต่สรุปโดยย่อว่า Billy Elliot ดีมากจริงๆ สมคำร่ำลือ และก็ถือเป็นเรื่องที่น่าจะต้องไปดูถ้ามีโอกาส แต่ออกมาจากดู Billy เสร็จ สิ่งที่ทำก็คือ เช็ดน้ำตานิดหน่อย แล้วก็ฟังเพลงของ Spring Awakening ต่อทันทีนั่นเอง
อาทิตย์ที่สองตอนต้น จึงปักหลักอยู่กับการฟังเพลงของ Springฯ ฟังแล้ว ฟังอีก และเมาท์กับปอมจนกระทั่งเป็นปัจจัยเสริม ที่นำไปสู่ Rent, Musical และภาพยนตร์ อีกเรื่อง ที่ปอมบอกว่า คนมักจะเทียบ Springฯ กับ Rent เสมอ และเราก็ไปหา Rent มาดูสำเร็จจนได้ ทั้ง musical และ film เรื่องนี้ก็น้ำตาไหลพรากไปหลายตอน .. อาทิตย์ที่สองตอนปลาย ยาวไปถึงอาทิตย์ที่สาม ก็เลยจมดิ่งอยู่กับเพลงของ Spring และ Rent, มี Self-Study เนื้อหาจาก Wikipedia เพลง La Vie Boheme ของ Rent เพราะถือเป็นเพลงที่ควรค่าแก่การศึกษามาก ถึงขนาดมีคนทำ references ของศัพท์หลายๆ คำในเพลงกันเลย ดูเสร็จก็เข้าใจว่าทำไม เค้าถึงมักหยิบสองเรื่องนี้มาเทียบกันนัก
จบอาทิตย์ที่สองด้วยการไปวัดพุทธประทีป ที่ Wimbledon กันกับพี่นัทและปอม วันที่ 5 เมษายนและกลางอาทิตย์ที่ 3 ด้วยปัจจัยทั้งปวงที่เล่าไปแล้ว ทำให้เราตัดสินใจไปดู Spring กันอีกรอบ ในรอบกลางวันที่บัตรถูกกว่ารอบอื่น
คราวนี้นั่งกลางและก็ติดเวทีเลย โดนทั้งน้ำลายนักแสดง ควันจากน้ำแข็งแห้ง และก็โดนนักแสดงจ้องตาด้วย แต่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้วก็เต็มอิ่มมาก แถมยังสะกิดกันได้หลายตอน ด้วยความที่ฟังเพลงกันไปหลายรอบแทบจะจำจังหวะบทพูดได้
คิดว่าจะต้องอดอาหารแพงๆ เพื่อชดเชย SA กันก็คราวนี้
แต่แล้วเราก็จบอาทิตย์ที่สามนี้ด้วยอาหารอีสาน ร้านร้อยเอ็ด (101) ที่ Hammersmith กัน ของที่สั่งมี ส้มตำ ลาบเป็ดอุดร ปลากะพงนึ่งมะนาว หมูย่างจิ้มแจ่ว ซุปหน่อไม้ กะข้าวเหนียวหนึ่งกะติ๊บ ตามด้วยน้ำแข็งใสตอนจบ กินกันให้หายอยากไปเลย แต่เหมือนยิ่งกินยิ่งอยาก ขอบอกว่าอร่อยกว่าบางร้านในเมืองไทยซะอีก มากินแล้วไม่ได้รู้สึกเหมือนมาถึงเมืองไทย แต่รู้สึกว่ามาถึงอีสานกันเลยทีเดียว
โอเค.. เอาเป็นว่าเราจะต้องประหยัดกันเพื่อ 101 ในคราวถัดไป ถัดไป และถัดไปอีก 555
สามอาทิตย์ของปิดเทอมผ่านไปเร็วมาก
ได้เพิ่มความคุ้นเคยในโซน Aldwych, Covent Garden, China Town
ได้นั่งรถเมล์สายใหม่ๆ ตั้งแต่ต้นสายไปถึงปลายสาย
ได้นั่งรถไฟ National Rail
ได้เจอ Tesco Metro แหล่งใหม่ตรง Covent Garden
ได้ทำหลายอย่าง แต่.. ยังไม่ได้ทำงานเลยยยยยยยย
เอาแล้วไง เหลืออีกอาทิตย์จะเปิดเทอมแล้ว
><~


มาช่วยโฆษณา SPRING AWAKENING เพิ่มต่อจากมิน 555 ^_^(ขอค่าโฆษณาจากเค้าได้ก็ดีนะมิน ไปโฆษณาไว้เยอะมาก)
ReplyDeleteSA รับประกันด้วยการชนะ Tony Awards 8 สาขา
Best Musical, Best Book of a Musical, Best Original Score, Best Performance by a Featured Actor, Best Dirction of a Musical, Best Choreography, Best Orchestrations และ Best Lighting Design of a Musical
แต่ว่าถ้าหากใครได้ดูเวอร์ชั่นที่ Broadwayมา หรือได้เคยฟังเพลงมาก่อน จะมีความต่างกับที่แสดงอยู่ที่ London อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นที่อเมริกาในเพลง The *itch of Living จะร้อง Khakis แต่ถ้าของ London จะเป็น Trousers อย่างไรก็ดี นักแสดงทั้งร้องทั้งเต้นได้เก่งมาก และนักแสดงส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยแค่ 17-20กว่าทั้งนั้น ใครที่อยากลองดู Musical แนวใหม่ SA เป็นตัวเลือกที่ดีอีกอันนึงเลย...
เราขอขอบคุณมินด้วยที่ไปดูกับเราตั้งสองรอบ 555 แล้วทนการกระหน่ำโฆษณาของเรา!!!
สำหรับร้านร้อยเอ็ดอร่อยจริงค่า ไม่ผิดหวัง นั่งรถจาก Waterlooไป Hammersmith ต้นสายไปสุดสาย แล้วเดินไปร้านต่ออีกเกือบไมล์ (ทำไมไม่ขึ้นรถเมล์ไม่รู้ 555)แต่คุ้มมากๆ อร่อยมากๆ รสชาติแบบไทยๆเลย แซ่บแบบอีสานจริงๆ กลับบ้านพุงโตกันไป 555
London's Transportation Museum สนุกมากจริงๆ แต่คืนก่อนหน้านั้นเรานอนน้อย เลยง่วงไปหน่อย แต่ดีที่มีเครื่องขับรถไฟช่วยให้ตื่น 555 กลับไปกันอีกเถอะ 555
PoM
มาคอมเม้นท์ไม่เคยสำเร็จเลย งือๆ... แต่ครั้งนี้ไปไหว้พระมาแล้วเจ็ดวัด ต้องได้แน่นอน..
ReplyDeleteว่าแต่..อยากจะไปใช้ชีวิตแบบอิสระบ้าง สมองมันหนักหน่วง บางทีก้ต้องการการปลดปล่อยเครื่องพันธนาการแบบนี้บ้าง.. สาวๆที่ลอนดอนสนุก สบายใจกันดีใช่มั้ย ไว้เราไปอยู่แล้ว ช่วยเอนเตอร์เทนเราด้วย แต่ไม่แน่ เราอาจจะเป็นคนเอนเตอร์เทนพวกเธอทั้งหลายแทน ฮ่าๆ เพราะเราเปนลูกสาวมาเฟียยยยยยยยย ว่ะฮ่ะฮ่า
ยินดีกับมินด้วยที่ได้ไปเรียน ณ กรุงลอนดอน ตามที่ตั้งใจไว้
ReplyDeleteและขอเป็นกำลังใจให้เรียนสำเร็จไวๆ นะจ๊ะ
แล้วจะมาติดตามความคืบหน้า
ดีมากเลย เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลย ขอบใจจ๊ะ
รักษาสุขภาพนะ ระวังโรคไข้หวัดใหญ่ด้วยนะ (อยู่ที่เม็กซิโกคงไปไม่ถึงลอนดอนหรอกนะ 555)